ตลาดอาเซียนยังน่าสนใจไหมในปี 2026?
News 14 February 2026 Tar

ตลาดอาเซียนยังน่าสนใจไหมในปี 2026?


ตลาดอาเซียนยังน่าสนใจไหมในปี 2026?

โอกาสของผู้ส่งออกไทยยังมีอยู่จริงหรือเปล่า

ช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา หลายธุรกิจเริ่มมองหาตลาดใหม่
บางรายหันไปยุโรป บางรายเล็งตะวันออกกลาง

แต่คำถามที่คนทำธุรกิจไทยยังถามกันเสมอคือ

“อาเซียนยังคุ้มไหมในปี 2026?”

คำตอบแบบไม่อ้อมค้อมคือ
ยังคุ้ม และบางมุมยังง่ายกว่าตลาดไกล ๆ ด้วยซ้ำ

แต่คำว่า “คุ้ม” จะเกิดขึ้นได้
ก็ต่อเมื่อคุณเข้าใจภาพจริงของตลาดนี้



อาเซียนไม่ใช่ตลาดเล็ก และไม่ใช่ตลาดใหม่อีกต่อไป

อาเซียน (ASEAN) มีประชากรรวมกว่า 600 ล้านคน
ขนาดเศรษฐกิจรวมกันอยู่ในกลุ่มต้น ๆ ของโลก

สิ่งที่น่าสนใจในปี 2026 คือ
หลายประเทศกำลังเข้าสู่ช่วง “ขยายตัวจริงจัง”

  • เวียดนาม กลายเป็นฐานการผลิตระดับภูมิภาค

  • มาเลเซีย มีกำลังซื้อระดับกลางถึงสูง

  • กัมพูชา และ ลาว กำลังขยายตัวด้านค้าปลีก

  • พม่า แม้มีความท้าทาย แต่บางสินค้าไทยยังเป็นที่ต้องการสูง

ที่สำคัญ ผู้บริโภคในอาเซียนจำนวนมาก
ยังมอง “สินค้าไทย” ในแง่บวก
โดยเฉพาะอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค และความงาม

นี่คือแต้มต่อที่ประเทศอื่นไม่มี



ทำไมปี 2026 ยังเป็นจังหวะที่ดี

1️⃣ โครงสร้างพื้นฐานดีขึ้นกว่าเดิมมาก

เส้นทางขนส่งระหว่างประเทศในภูมิภาค
พัฒนาขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งทางถนน ท่าเรือ และระบบราง

การขนส่งจากไทยไปประเทศเพื่อนบ้าน
เร็วกว่าเดิม และต้นทุนแข่งขันได้

สำหรับผู้ส่งออก นี่แปลว่า
“หมุนรอบสต็อกได้ไวขึ้น เงินไม่จมยาว”


2️⃣ FTA ช่วยให้การแข่งขันด้านราคาได้เปรียบ

ข้อตกลงการค้าเสรีในภูมิภาค
ช่วยลดภาษีนำเข้าในหลายหมวดสินค้า

ถ้าวางแผนเอกสารถูกต้อง
คุณสามารถส่งออกในอัตราภาษีต่ำกว่าปกติ

ในตลาดที่แข่งขันด้วยราคา
ส่วนต่างภาษี 5–10% คือกำไรที่ชัดเจนมาก


3️⃣ พฤติกรรมผู้บริโภคใกล้เคียงไทย

นี่คือข้อได้เปรียบสำคัญ

คนในอาเซียนหลายประเทศ:

  • กินอาหารคล้ายกัน

  • ใช้สินค้าคล้ายกัน

  • มีไลฟ์สไตล์ใกล้เคียงกัน

ต่างจากการไปตลาดยุโรปหรืออเมริกา
ที่รสนิยมต่างกันชัดเจน

การทำตลาดในอาเซียน
จึงไม่ต้องปรับสินค้าหนักเท่าตลาดไกล



แล้วความท้าทายล่ะ มีไหม?

มีแน่นอน

▪ กฎระเบียบแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน

แม้จะเป็นอาเซียนเหมือนกัน
แต่ขั้นตอนศุลกากรและใบอนุญาตต่างกัน

บางประเทศเข้มเรื่องอาหาร
บางประเทศเข้มเรื่องเครื่องสำอาง
บางประเทศต้องมีตัวแทนท้องถิ่นจดทะเบียนสินค้า

การไม่ศึกษาก่อน
อาจทำให้ของติดด่าน เสียเวลา เสียต้นทุน


▪ ต้องเลือกพาร์ทเนอร์ให้ดี

ตลาดอาเซียนยังนิยมระบบตัวแทนจำหน่าย
Distributor ในประเทศปลายทางมีบทบาทสูงมาก

ถ้าเลือกถูก
ยอดขายโตเร็ว

ถ้าเลือกผิด
แบรนด์คุณอาจถูกดองสินค้า
หรือไม่ถูกผลักดันจริงจัง


▪ การแข่งขันจากจีนยังมีอยู่

จีนยังคงเป็นผู้เล่นหลักในภูมิภาค
โดยเฉพาะสินค้าราคาประหยัด

ดังนั้น สินค้าไทยต้องมีจุดเด่นชัด
คุณภาพ บรรจุภัณฑ์ หรือภาพลักษณ์แบรนด์ต้องแข็งแรง



แล้วธุรกิจไทยควรวางเกมยังไงในปี 2026?

แทนที่จะถามว่า “น่าสนใจไหม”
ควรถามว่า “จะเข้าไปแบบไหนให้ชนะ”

แนวคิดที่ผู้ส่งออกควรคิดคือ:

1️⃣ เลือกประเทศให้เหมาะกับสินค้า
2️⃣ ศึกษากฎระเบียบก่อนเริ่ม
3️⃣ หาพาร์ทเนอร์ในประเทศปลายทาง
4️⃣ วางแผนโลจิสติกส์ตั้งแต่ต้น
5️⃣ คิดระยะยาว ไม่ใช่แค่ล็อตทดลอง



บทบาทของ CTM Manage Intertrade ในการขยายตลาดอาเซียน

การส่งออกที่ดี
ไม่ใช่แค่หาลูกค้าได้
แต่ต้องทำให้กระบวนการหลังบ้าน “ไม่มีสะดุด”

CTM Manage Intertrade ดูแลการส่งออกครอบคลุม:

  • ไทย

  • จีน

  • พม่า

  • ลาว

  • เวียดนาม

  • กัมพูชา

  • มาเลเซีย

สิ่งที่เราช่วยได้คือ:

✔ วางแผนเส้นทางขนส่งให้เหมาะกับสินค้า
✔ แนะนำเอกสารและข้อกำหนดเฉพาะประเทศ
✔ ช่วยลดความเสี่ยงเรื่องต้นทุนแฝง
✔ ติดตามสถานะการขนส่งแบบ Real-time
✔ ให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์สำหรับการขยายตลาด

ในปี 2026
ธุรกิจที่โตเร็วไม่ใช่ธุรกิจที่ “กล้า” อย่างเดียว
แต่คือธุรกิจที่ “วางระบบดี”


สรุปแบบตรงไปตรงมา

ตลาดอาเซียนในปี 2026
ยังมีโอกาสสูงสำหรับผู้ส่งออกไทย

เพราะ:

  • เศรษฐกิจยังโต

  • โครงสร้างพื้นฐานดีขึ้น

  • ภาษีเอื้ออำนวย

  • ผู้บริโภคยังเชื่อมั่นสินค้าไทย

แต่ความสำเร็จไม่ได้มาจากการส่งของไปครั้งเดียว
มันมาจากการวางแผน การเลือกพาร์ทเนอร์
และการบริหารกระบวนการส่งออกอย่างมืออาชีพ

ถ้าคุณกำลังมองหาการขยายตลาดในภูมิภาคนี้
ปี 2026 อาจไม่ใช่คำถามว่า “ควรทำไหม”
แต่อาจเป็นคำถามว่า

“ถ้าไม่เริ่มตอนนี้ จะช้าเกินไปหรือเปล่า?”

แท็ก: ขนส่งจีน, นำเข้าสินค้า, CTM News
แชร์บทความนี้:
กำลังโหลดเพลง...