โมเดลขยายตลาด 3 แบบ
News 16 February 2026 Tar

โมเดลขยายตลาด 3 แบบ


โมเดลขยายตลาด 3 แบบ

เลือกให้ถูก ธุรกิจคุณโตต่างประเทศได้เร็วกว่าเดิม

พอเริ่มคิดจะส่งออก
คำถามต่อมาที่สำคัญมากคือ

จะขยายตลาดต่างประเทศแบบไหนดี?

หลายธุรกิจพลาดตรงนี้
เพราะรีบหาลูกค้า แต่ยังไม่เลือกรูปแบบการขยายที่เหมาะกับตัวเอง

ความจริงแล้ว การขยายตลาดต่างประเทศมีหลายวิธี
แต่ถ้าสรุปให้เข้าใจง่าย ๆ
มี 3 โมเดลหลักที่ผู้ส่งออกนิยมใช้

แต่ละแบบมีข้อดี ข้อจำกัด และระดับความเสี่ยงต่างกัน

มาดูทีละแบบ



โมเดลที่ 1: ขายผ่าน Distributor (ตัวแทนจำหน่าย)

นี่คือโมเดลยอดนิยมที่สุดสำหรับผู้ส่งออกไทย

รูปแบบคือ
คุณขายสินค้าให้ตัวแทนในประเทศปลายทาง
แล้วเขาเป็นคนกระจายสินค้าเอง

เหมาะกับใคร?

  • ธุรกิจที่ยังไม่มีทีมต่างประเทศ

  • ต้องการขยายเร็ว

  • ไม่อยากตั้งบริษัทเองในต่างประเทศ

ข้อดี

✔ ไม่ต้องบริหารทีมขายเอง
✔ ลดภาระเรื่องกฎหมายท้องถิ่น
✔ ใช้เครือข่ายของตัวแทนได้ทันที
✔ ลงทุนน้อยกว่าการเปิดบริษัทเอง

ความเสี่ยง

  • ถ้าเลือก Distributor ผิด แบรนด์อาจไม่ถูกผลักดัน

  • คุณควบคุมการตลาดได้น้อย

  • อาจถูกกดราคาหรือขอเครดิตยาว

โมเดลนี้โตเร็ว
แต่ต้องคัดเลือกคู่ค้าอย่างละเอียด



โมเดลที่ 2: ขายตรงให้ลูกค้า (Direct Export)

โมเดลนี้คือ
คุณขายตรงให้ลูกค้าปลายทาง เช่น ร้านค้า หรือบริษัทในประเทศนั้น

ไม่มีตัวแทนรายเดียวผูกขาด

เหมาะกับใคร?

  • ธุรกิจที่มีทีมขาย

  • ต้องการควบคุมราคาเอง

  • อยากสร้างเครือข่ายลูกค้าโดยตรง

ข้อดี

✔ กำไรต่อหน่วยสูงกว่า
✔ ควบคุมราคาขายได้
✔ สร้างความสัมพันธ์ลูกค้าโดยตรง

ความท้าทาย

  • ต้องดูแลหลายราย

  • บริหารเครดิตและการชำระเงินเอง

  • ต้องเข้าใจกฎหมายท้องถิ่นมากขึ้น

โมเดลนี้เหมาะกับธุรกิจที่พร้อมขยายจริงจัง
และมีระบบหลังบ้านแข็งแรง



โมเดลที่ 3: ตั้งบริษัทหรือสาขาในต่างประเทศ

นี่คือโมเดลระยะยาว
และใช้เงินลงทุนสูงที่สุด

คุณเข้าไปตั้งบริษัทเอง
เปิดคลังสินค้าเอง
บริหารทีมขายเองทั้งหมด

เหมาะกับใคร?

  • ธุรกิจที่ยอดขายต่างประเทศเริ่มมั่นคง

  • ต้องการสร้างแบรนด์ระยะยาว

  • มีงบลงทุนและทีมพร้อม

ข้อดี

✔ ควบคุมทุกอย่างได้ 100%
✔ สร้างภาพลักษณ์แบรนด์ชัดเจน
✔ บริหารสต็อกและกระจายสินค้าได้คล่องตัว

ความเสี่ยง

  • ต้นทุนสูง

  • ต้องเข้าใจกฎหมายบริษัทในประเทศนั้น

  • ใช้เวลาในการคืนทุน

โมเดลนี้ไม่ใช่สำหรับมือใหม่
แต่เหมาะกับธุรกิจที่พร้อม “ปักธง” ระยะยาว



แล้วควรเลือกแบบไหนดี?

ไม่มีคำตอบตายตัว

ให้ถามตัวเองก่อนว่า:

  • งบลงทุนมีเท่าไหร่?

  • รับความเสี่ยงได้ระดับไหน?

  • ต้องการโตเร็ว หรือโตยั่งยืน?

  • มีทีมดูแลต่างประเทศหรือยัง?

หลายธุรกิจเริ่มจาก Distributor
แล้วค่อยพัฒนาไปสู่ Direct Export
ก่อนขยับไปตั้งบริษัทเอง

การขยายตลาดไม่จำเป็นต้องกระโดดขั้น
แต่ควรเดินเป็นลำดับ



สิ่งที่ทุกโมเดลต้องมีเหมือนกัน

ไม่ว่าคุณจะเลือกแบบไหน
สิ่งที่เหมือนกันคือ:

  • เอกสารส่งออกต้องครบ

  • วางแผนโลจิสติกส์ชัดเจน

  • คำนวณต้นทุนแม่น

  • เข้าใจกฎระเบียบประเทศปลายทาง

จุดที่หลายธุรกิจสะดุด
ไม่ใช่การขายไม่ได้
แต่คือ “ระบบหลังบ้านไม่พร้อม”


CTM ช่วยอะไรในเกมขยายตลาด?

ไม่ว่าคุณจะเลือกโมเดลไหน
สิ่งที่ต้องจัดการเหมือนกันคือ “การส่งออกให้ราบรื่น”

CTM Manage Intertrade
ดูแลการส่งออกครอบคลุม 7 ประเทศ:

  • ไทย

  • จีน

  • พม่า

  • ลาว

  • เวียดนาม

  • กัมพูชา

  • มาเลเซีย

เราช่วย:

✔ วางแผนเส้นทางขนส่งให้เหมาะกับโมเดลธุรกิจ
✔ แนะนำข้อกำหนดประเทศปลายทาง
✔ ตรวจสอบเอกสารก่อนดำเนินการ
✔ คำนวณต้นทุนโลจิสติกส์ล่วงหน้า
✔ ติดตามสถานะสินค้าแบบ Real-time

เพราะต่อให้โมเดลดีแค่ไหน
ถ้าการส่งออกสะดุด
การขยายตลาดก็หยุดทันที


สรุปแบบเจ้าของธุรกิจคุยกันตรง ๆ

โมเดลขยายตลาดมี 3 แบบหลัก:

1️⃣ Distributor – โตเร็ว ลงทุนน้อย ควบคุมน้อย
2️⃣ Direct Export – กำไรดี ควบคุมมาก แต่ต้องมีทีม
3️⃣ ตั้งบริษัทเอง – คุมเต็มระบบ แต่ลงทุนสูง

เลือกให้เหมาะกับจังหวะธุรกิจ
ไม่ต้องใหญ่ที่สุด แต่ต้อง “เหมาะที่สุด”

ถ้าคุณกำลังคิดจะขยายตลาดในปี 2026
คำถามไม่ใช่แค่ “จะไปประเทศไหน”

แต่คือ

“จะไปด้วยโมเดลแบบไหน?”

แท็ก: ขนส่งจีน, นำเข้าสินค้า, CTM News
แชร์บทความนี้:
กำลังโหลดเพลง...