สัญญาแต่งตั้งตัวแทนจำหน่าย ควรมีอะไรบ้าง?
News 16 February 2026 Tar

สัญญาแต่งตั้งตัวแทนจำหน่าย ควรมีอะไรบ้าง?


สัญญาแต่งตั้งตัวแทนจำหน่าย ควรมีอะไรบ้าง?

ก่อนเซ็นดีล อย่าให้ความไว้ใจอย่างเดียวพาธุรกิจพัง

เวลาจะขยายตลาดต่างประเทศ
โดยเฉพาะในอาเซียน
โมเดลยอดฮิตคือการแต่งตั้ง Distributor หรือตัวแทนจำหน่ายในประเทศปลายทาง

หลายธุรกิจคุยกันถูกคอ
ยอดสั่งซื้อดี
แล้วรีบเซ็นสัญญาแบบใช้ Template ทั่วไป

แต่พอผ่านไป 6 เดือน
ยอดไม่วิ่ง
สินค้าโดนดอง
หรือเกิดปัญหาการชำระเงิน

ถึงค่อยรู้ว่า “สัญญาไม่รัดกุม”

สัญญาแต่งตั้งตัวแทนจำหน่าย
ไม่ใช่เอกสารพิธีการ
แต่มันคือเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงทางธุรกิจ

มาดูว่า “ควรมีอะไรบ้าง”



1️⃣ ขอบเขตการแต่งตั้ง (Scope of Appointment)

ต้องระบุให้ชัดว่า:

  • แต่งตั้งในประเทศไหน

  • ครอบคลุมพื้นที่ใด (ทั้งประเทศ / เฉพาะบางจังหวัด)

  • ครอบคลุมสินค้ารุ่นใดบ้าง

อย่าใช้คำกว้าง ๆ เช่น “สินค้าทั้งหมดของบริษัท”
ถ้ายังไม่พร้อมให้สิทธิเต็มรูปแบบ

ความชัดเจนตั้งแต่ต้น
ช่วยป้องกันข้อพิพาทภายหลัง



2️⃣ สิทธิผูกขาดหรือไม่ผูกขาด (Exclusive / Non-Exclusive)

นี่คือจุดสำคัญมาก

ถ้าเป็น Exclusive Distributor
คุณห้ามแต่งตั้งรายอื่นในพื้นที่นั้น

ถ้าเป็น Non-Exclusive
คุณยังสามารถขายเองหรือแต่งตั้งรายอื่นได้

คำถามคือ:

  • ตัวแทนมียอดขั้นต่ำรับประกันไหม?

  • ถ้าให้สิทธิผูกขาด เขาพร้อมผลักดันจริงหรือไม่?

อย่าให้สิทธิผูกขาด
โดยไม่มีเงื่อนไขยอดขายรองรับ



3️⃣ เป้าหมายยอดขาย (Sales Target)

ควรกำหนด:

  • ยอดขั้นต่ำรายปี

  • เป้าหมายรายไตรมาส

  • เงื่อนไขหากทำยอดไม่ถึง

เช่น
ถ้าไม่ถึงเป้า 2 ปีติด
บริษัทมีสิทธิยกเลิกความผูกขาด

นี่คือกลไกควบคุมความจริงจังของตัวแทน



4️⃣ เงื่อนไขราคาและการชำระเงิน

ระบุให้ชัดว่า:

  • ราคา FOB / CIF หรือ Incoterms อะไร

  • สกุลเงินที่ใช้

  • เครดิตกี่วัน

  • วิธีชำระเงิน (TT, LC ฯลฯ)

การไม่กำหนดชัด
อาจทำให้เกิดปัญหากระแสเงินสด

โดยเฉพาะการส่งออก
การควบคุมเครดิตสำคัญมาก



5️⃣ การทำการตลาดและการใช้แบรนด์

ควรระบุว่า:

  • ใครรับผิดชอบงบการตลาด

  • ใช้โลโก้ / ภาพลักษณ์แบรนด์ได้ในขอบเขตใด

  • ต้องขออนุมัติสื่อก่อนเผยแพร่หรือไม่

แบรนด์คือทรัพย์สินระยะยาว
ห้ามปล่อยให้ใช้แบบไม่มีเงื่อนไข



6️⃣ ระยะเวลาสัญญา และเงื่อนไขการยกเลิก

ควรมี:

  • ระยะเวลาชัดเจน (เช่น 1–3 ปี)

  • เงื่อนไขต่ออายุ

  • เงื่อนไขการเลิกสัญญาก่อนกำหนด

  • ระยะเวลาแจ้งล่วงหน้า

อย่าเซ็นสัญญาแบบไม่มีกำหนดเวลา
เพราะการยกเลิกภายหลังอาจซับซ้อนมาก



7️⃣ การจัดการสต็อกคงเหลือเมื่อยกเลิกสัญญา

นี่คือจุดที่หลายคนลืม

ถ้ายกเลิกสัญญา:

  • สินค้าคงเหลือทำอย่างไร?

  • คืนได้ไหม?

  • ต้องขายต่อภายในกี่เดือน?

ถ้าไม่เขียนไว้
อาจเกิดข้อพิพาทเรื่องสิทธิจำหน่ายหลังยกเลิก



8️⃣ กฎหมายที่ใช้บังคับ (Governing Law)

ต้องระบุว่า:

  • ใช้กฎหมายประเทศใด

  • หากมีข้อพิพาท ใช้ศาลหรืออนุญาโตตุลาการที่ไหน

เพราะสัญญาระหว่างประเทศ
ถ้าไม่มีข้อนี้ อาจยุ่งยากมากเมื่อเกิดปัญหา



สิ่งที่เจ้าของธุรกิจควรเข้าใจ

สัญญาที่ดี
ไม่ใช่สัญญาที่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

แต่เป็นสัญญาที่ “ป้องกันความเสี่ยงทั้งสองฝ่าย”

และอย่าใช้ Template เดียวกับทุกประเทศ
เพราะกฎหมายและวัฒนธรรมธุรกิจต่างกัน



แล้วเรื่องโลจิสติกส์ล่ะ ต้องระบุในสัญญาไหม?

ควรมีการระบุให้ชัดว่า:

  • ใครรับผิดชอบค่าขนส่ง

  • จุดส่งมอบสินค้าอยู่ที่ไหน

  • ใครรับความเสี่ยงระหว่างขนส่ง

การกำหนด Incoterms ชัดเจน
ช่วยป้องกันปัญหาเมื่อของเสียหายหรือสูญหาย


บทบาทของ CTM ในการสนับสนุน Distributor Model

เมื่อแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายแล้ว
สิ่งที่ต้องทำให้ดีต่อเนื่องคือ “ระบบส่งออก”

CTM Manage Intertrade
ดูแลการส่งออกครอบคลุม:

  • ไทย

  • จีน

  • พม่า

  • ลาว

  • เวียดนาม

  • กัมพูชา

  • มาเลเซีย

เราช่วยให้การส่งมอบสินค้าไปยัง Distributor
เป็นไปอย่างราบรื่น ด้วย:

✔ วางแผนเส้นทางขนส่งเหมาะกับสินค้า
✔ แนะนำข้อกำหนดศุลกากรประเทศปลายทาง
✔ ตรวจสอบเอกสารก่อนส่งออก
✔ ติดตามสถานะสินค้าแบบ Real-time
✔ ลดความเสี่ยงเรื่องต้นทุนแฝง

เพราะต่อให้สัญญาดีแค่ไหน
ถ้าการส่งมอบสะดุด
ความสัมพันธ์กับตัวแทนก็สะดุดตามไปด้วย


สรุปแบบตรงไปตรงมา

ก่อนแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายต่างประเทศ
สัญญาควรมีอย่างน้อย:

1️⃣ ขอบเขตพื้นที่และสินค้า
2️⃣ สิทธิผูกขาดหรือไม่
3️⃣ เป้าหมายยอดขาย
4️⃣ เงื่อนไขราคาและการชำระเงิน
5️⃣ การใช้แบรนด์และการตลาด
6️⃣ ระยะเวลาและการยกเลิกสัญญา
7️⃣ การจัดการสต็อกคงเหลือ
8️⃣ กฎหมายที่ใช้บังคับ

การขยายตลาดต่างประเทศ
ไม่ได้วัดกันที่ว่า “ใครรีบกว่า”

แต่วัดกันที่ว่า

“ใครวางระบบป้องกันความเสี่ยงได้ดีกว่า”

แท็ก: ขนส่งจีน, นำเข้าสินค้า, CTM News
แชร์บทความนี้:
กำลังโหลดเพลง...