ความตึงเครียดไทย–กัมพูชา กระทบต่อระบบการขนส่งมากแค่ไหน?
News 16 February 2026 Tar

ความตึงเครียดไทย–กัมพูชา กระทบต่อระบบการขนส่งมากแค่ไหน?


ความตึงเครียดไทย–กัมพูชา กระทบต่อระบบการขนส่งมากแค่ไหน?

เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเกิดความตึงเครียด
มันไม่ใช่แค่ “ข่าว” ในหน้าหนังสือพิมพ์
แต่มีผลจริงต่อโครงสร้างโลจิสติกส์ที่ธุรกิจใช้อยู่ทุกวัน

โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้เส้นทางขนส่งข้ามแดน
ส่งออก–นำเข้าสินค้าทางรถบก ไปจนถึงการกระจายสินค้าผ่านคลังในพื้นที่ชายแดน

ผลกระทบไม่ได้เกิดทันทีครั้งเดียว
แต่เป็นลักษณะ รอยร้าวสะสมที่ค่อย ๆ ปรากฏให้เห็น

เรามาดูภาพรวมกันว่ามันกระทบ “ระบบการขนส่ง” มากแค่ไหนจริง ๆ


ความตึงเครียดจริงจังขนาดไหน?

ความตึงเครียดระหว่างไทย–กัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา
มีตั้งแต่ประเด็นตามแนวชายแดน ไปจนถึงการทบทวนเงื่อนไขข้อตกลง
ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนทั้งฝั่งธุรกิจและระบบรัฐ

เมื่อความสัมพันธ์ของรัฐไม่แน่นอน
กฎระเบียบบางอย่างที่เคยคล่องตัว
อาจถูกหยุดชั่วคราวหรือทบทวนใหม่
ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อขนส่งข้ามแดน



ความเสี่ยงที่ธุรกิจสัมผัสได้จริง

🔹 การจราจรข้ามแดนติดขัดมากขึ้น

เส้นทางขนส่งทางบกที่เชื่อมไทย–กัมพูชา
ใช้ด่านชายแดนหลายแห่งในการเดินรถสินค้า

เมื่อมีความตึงเครียด
ด่านอาจเข้มงวดมากขึ้น
ตรวจสอบเอกสารเข้มขึ้น
หรือเกิดคิวรถยาวรอข้ามแดน

ผลลัพธ์คือของช้าลง
ถ้าธุรกิจคุณส่งสินค้าตามกำหนดเวลา
หรือขึ้นอยู่กับ Just-in-Time ปัญหาตรงนี้จะเห็นชัดมาก


🔹 การตรวจสอบเอกสารพุ่งขึ้น

ในสถานการณ์ปกติ
ด่านข้ามแดนอาจตรวจเอกสารตามปกติ

แต่เมื่อมีความตึงเครียด
ทั้งสองฝ่ายมักเพิ่มความระมัดระวังเรื่อง:

  • ใบอนุญาตส่งออก–นำเข้า

  • ใบอนุญาตเฉพาะสินค้า

  • พิกัดศุลกากร

  • รายงานข้อมูลการขนส่ง

การตรวจเพิ่มขึ้นหมายถึงเวลาในการเคลียร์ของที่ยาวขึ้น
และต้นทุนที่สูงขึ้น


🔹 ความไม่แน่นอนของนโยบายศุลกากร

บางช่วงถ้ามีการชะงักของความสัมพันธ์ทางการทูต
นโยบายศุลกากรอาจถูกทบทวน
หรือมีการกำชับตรวจเข้มในสินค้าบางประเภท

ซึ่งก่อนหน้านี้อาจเคลียร์ผ่านง่าย
พอเกิดความตึงเครียด
กลับกลายเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
ทำให้ของติดท่า หรือต้องมีเอกสารเพิ่ม


🔹 ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการลดลง

ความไม่แน่นอนด้านการเมือง = ความไม่แน่นอนด้านธุรกิจ

โมเดลธุรกิจหลายรายที่อาศัยการขนส่งข้ามแดน
มักตั้งแผนระยะยาวหลายปี
แต่พอมีปัจจัยทางการเมืองเข้ามา
แผนเหล่านี้อาจต้องถูกปรับทันที

เพราะไม่ใช่แค่เวลาการขนส่งที่เปลี่ยน
แต่ยังหมายถึงต้นทุน ภาษี และความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน



ใครได้รับผลกระทบมากที่สุด?

📌 ผู้ส่งออกที่พึ่งเส้นทางข้ามแดนโดยตรง

เช่น

  • สินค้าจากภาคตะวันออก

  • อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป

  • อุปกรณ์อะไหล่/อุตสาหกรรมขนาดเล็ก

  • สินค้าจำหน่ายใน CLMV

กลุ่มนี้ถ้าวางแผนเผื่อเหตุการณ์ไม่คาดคิดไม่ดี
จะเห็นผลกระทบชัดที่สุด


📌 ผู้ประกอบการ SME ที่ไม่มีข้อมูลแบบเรียลไทม์

เมื่อด่านหรือเงื่อนไขเปลี่ยน
ผู้ที่ไม่มีระบบติดตามเฉพาะ
หรือไม่มีพาร์ทเนอร์ที่คอยแจ้งเตือนสถานการณ์ทันที
จะมีเวลาแก้น้อยลง

ซึ่งต่างจากธุรกิจที่ใช้ระบบติดตามสถานะแบบ Real-time
จะมองว่า “การเปลี่ยนแปลง” ไม่ได้สร้างความตื่นตระหนก
แต่เป็นข้อมูลที่ต้องตอบสนองทันที



แล้วจะรับมือยังไงดี?

ความตึงเครียดไม่ใช่เรื่องที่กำจัดได้
แต่สามารถ บริหารความเสี่ยงได้

ไม่ใช่แค่คิดว่า “มันคงจะไม่เกิด”
แต่ต้องคิดว่า
ถ้ามันเกิดขึ้นจริง การตัดสินใจของธุรกิจคุณจะเป็นอย่างไร?

แนวทางที่ธุรกิจยุคใหม่ใช้กัน เช่น

  • วางแผนเส้นทางทางเลือกไว้ล่วงหน้า

  • สำรองเส้นทางขนส่งผ่านท่าเรืออื่น

  • เก็บสต็อกกันกระแทกในตลาดปลายทาง

  • สื่อสารกับลูกค้าแบบโปร่งใสทันทีเมื่อมีความเสี่ยง

  • มีระบบติดตามสถานะแบบเรียลไทม์ เพื่อตอบสนองเร็ว



แล้วพาร์ทเนอร์โลจิสติกส์ช่วยอะไรได้บ้าง?

การมีทีมที่เชี่ยวชาญ
และเข้าใจภูมิภาคอย่างลึกซึ้ง
จะช่วยให้คุณจัดการความเสี่ยงได้ดีขึ้น

CTM Manage Intertrade
ดำเนินการขนส่งทั้ง นำเข้า–ส่งออก ครอบคลุม:

  • ไทย

  • จีน

  • พม่า

  • ลาว

  • เวียดนาม

  • กัมพูชา

  • มาเลเซีย

การทำงานกับเครือข่ายในหลายประเทศ
หมายถึงว่าคุณมี “ทางเลือก” มากกว่า

เมื่อมีความตึงเครียดระหว่างสองประเทศเกิดขึ้น
โดยเฉพาะกับกัมพูชา
การมีเครือข่ายครอบคลุมทั้งภูมิภาค
ช่วยให้คุณวางแผนได้หลายมุม
และตอบสนองได้เร็วกว่าแค่คิดว่า “ของคงจะมาถึงเหมือนเดิม”


ภาพรวม ณ ปี 2026

ความตึงเครียดไทย–กัมพูชา
ไม่ใช่เหตุการณ์ที่จบภายในไม่กี่สัปดาห์
มันสะท้อนว่าโลจิสติกส์ในภูมิภาคนี้
เกี่ยวข้องกับทั้ง:

  • การเมือง

  • กฎหมาย

  • เศรษฐกิจ

  • และความเชื่อมั่นของตลาด

และยิ่งการค้าเชื่อมกันมากเท่าไร
ความเสี่ยงที่เหมือนกับ “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” ก็เข้มข้นขึ้นเท่านั้น


สรุป

ความตึงเครียดไทย–กัมพูชา
ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวสำหรับธุรกิจของคุณ

มันทำให้:

✔ การขนส่งข้ามแดนเข้มงวดขึ้น
✔ สถานะด่านเปลี่ยนเร็วกว่าเดิม
✔ เอกสารตรวจละเอียดขึ้น
✔ ความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น

แต่ถ้าเตรียมทั้ง:

  • ข้อมูลแบบ Real-time

  • เส้นทางทางเลือก

  • สื่อสารกับลูกค้าชัดเจน

  • เครือข่ายโลจิสติกส์รองรับหลายประเทศ

คุณจะไม่ได้ “ถูกรั้งไว้ด้วยความไม่แน่นอน”
แต่จะ “ควบคุมสถานการณ์ได้แทน”

ตลาดอาเซียนยังน่าสนใจ
แต่การจะเข้าไปให้ได้แบบยั่งยืน
ต้องเข้าใจว่าโลจิสติกส์ไม่ได้เป็นแค่เรื่องขนส่ง

แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ธุรกิจที่ต้องวางให้มีความยืดหยุ่นตั้งแต่เริ่ม 🚢🌏

แท็ก: ขนส่งจีน, นำเข้าสินค้า, CTM News
แชร์บทความนี้:
กำลังโหลดเพลง...