ถ้าไทยไม่ปรับตัว ระบบขนส่งจะถอยหลังหรือไม่?

ถ้าไทยไม่ปรับตัว ระบบขนส่งจะถอยหลังหรือไม่?
คำถามนี้ไม่ใช่คำถามเชิงการเมือง
แต่เป็นคำถามเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ
เพราะระบบขนส่งไม่ใช่แค่เรื่องรถ เรือ หรือท่าเรือ
แต่มันคือ “โครงสร้างพื้นฐานของความสามารถแข่งขันประเทศ”
ถ้าโลกกำลังเร่งสปีด
แต่ไทยวิ่งเท่าเดิม
คำตอบไม่ใช่ว่าเราหยุดอยู่กับที่
แต่คือเรากำลังถอยหลังในสายตาตลาดโลก

เมื่อประเทศเพื่อนบ้านวิ่งเร็วกว่า
ประเทศในอาเซียนหลายแห่งเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง
-
Vietnam เร่งพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรม
-
Malaysia ยกระดับระบบดิจิทัลศุลกากร
-
Singapore ขยายศักยภาพท่าเรืออัจฉริยะและระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ
ถ้าไทยไม่พัฒนาในจังหวะเดียวกัน
ผู้ส่งออกต่างชาติจะเริ่มมองหาฐานกระจายสินค้าใหม่
ระบบโลจิสติกส์ไม่จำเป็นต้องล้ม
แต่จะค่อย ๆ เสีย “ความน่าสนใจ”
และการเสียความน่าสนใจในโลกการค้า
หมายถึงการสูญเสียโอกาสระยะยาว

ต้นทุนจะค่อย ๆ แพงขึ้นแบบเงียบ ๆ
ถ้าโครงสร้างพื้นฐานไม่ถูกยกระดับ
คอขวดจะเกิดซ้ำ ๆ
ท่าเรือแออัด
ขั้นตอนเอกสารซ้ำซ้อน
ระบบดิจิทัลไม่เชื่อมต่อกัน
ต้นทุนเหล่านี้ไม่ได้ขึ้นแบบหวือหวา
แต่มันสะสม
ผู้ส่งออกไทยอาจไม่รู้สึกในปีแรก
แต่ในอีก 3–5 ปี
ต้นทุนรวมต่อหน่วยอาจสูงกว่าคู่แข่งโดยไม่รู้ตัว

นักลงทุนต่างชาติจะลังเล
นักลงทุนไม่ได้มองแค่ค่าแรง
แต่ดู “ความคล่องตัวของระบบ”
ถ้าการเคลียร์สินค้าช้า
ถ้าขนส่งภายในประเทศใช้เวลานาน
ถ้าไม่มีระบบติดตามที่โปร่งใส
การตัดสินใจตั้งโรงงานใหม่อาจย้ายไปประเทศอื่นแทน
ระบบขนส่งจึงไม่ใช่แค่เรื่องของผู้ให้บริการโลจิสติกส์
แต่เป็นตัวแปรสำคัญของ FDI ทั้งระบบ

การไม่ปรับตัว = การเสียศูนย์กลางภูมิภาค
ไทยเคยถูกมองว่าเป็น Hub ของภูมิภาค CLMV
แต่ Hub ไม่ได้เกิดจากภูมิศาสตร์อย่างเดียว
เกิดจากประสิทธิภาพ
ถ้าประสิทธิภาพลดลง
บทบาทศูนย์กลางจะถูกแชร์ออกไป
เส้นทางเดินเรืออาจเปลี่ยน
เส้นทางรถไฟอาจเปลี่ยน
สายการบินขนส่งอาจเปลี่ยนจุดกระจายสินค้า
การถอยหลังจึงไม่ใช่ภาพ dramatic
แต่มาในรูปแบบ “บทบาทลดลง”

แล้วทางรอดคืออะไร
การปรับตัวไม่ได้หมายถึงแค่สร้างถนนเพิ่ม
แต่รวมถึง
-
การเชื่อมระบบศุลกากรแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ
-
การลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน
-
การเปิดให้เอกชนร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
-
การผลักดันระบบติดตามแบบ Real-time
-
การสร้างความร่วมมือภูมิภาคให้แน่นแฟ้น
ภาคเอกชนเองก็ต้องปรับตัวเช่นกัน
องค์กรที่เข้าใจภูมิภาคและมีเครือข่ายหลายประเทศ
เช่น CTM Manage Intertrade
กำลังทำงานในลักษณะ Cross-border มากขึ้น
เพื่อไม่ผูกความเสี่ยงไว้กับเส้นทางเดียวหรือประเทศเดียว
เพราะในโลกปัจจุบัน
การมีหลายทางเลือกสำคัญกว่าการมีต้นทุนต่ำที่สุด
สรุปแบบตรงไปตรงมา
ถ้าไทยไม่ปรับตัว
ระบบขนส่งจะไม่ล่มในทันที
แต่จะค่อย ๆ สูญเสียความสามารถแข่งขัน
สูญเสียความเชื่อมั่น
และสูญเสียสถานะศูนย์กลาง
การถอยหลังในยุคนี้
ไม่ใช่การเดินย้อนกลับ
แต่คือการยืนนิ่ง
ในวันที่คนอื่นกำลังวิ่ง
และในเกมการค้าระหว่างประเทศ
ความเร็วไม่ใช่ทุกอย่าง
แต่ความช้าคือความเสี่ยงแน่นอน 🚢