เวียดนามกำลังแซงไทยด้าน Supply Chain จริงไหม?
News 17 February 2026 Tar

เวียดนามกำลังแซงไทยด้าน Supply Chain จริงไหม?


เวียดนามกำลังแซงไทยด้าน Supply Chain จริงไหม?

ช่วง 5–10 ปีที่ผ่านมา
ชื่อของ Vietnam ถูกพูดถึงบ่อยมากในวงการผลิตและโลจิสติกส์

นักลงทุนย้ายฐาน
โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ขยายกำลังการผลิต
ท่าเรือพัฒนาเร็ว
FDI ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง

คำถามที่หลายคนในไทยเริ่มสงสัยคือ
เวียดนามกำลัง “แซง” ไทยจริงหรือเปล่า
หรือเป็นแค่กระแสข่าว

คำตอบไม่สั้น
และไม่ขาวดำ

ต้องดูผ่านมุมเปรียบเทียบ



ย้อนกลับไปเมื่อไทยเคยเป็นดาวรุ่งของภูมิภาค

ช่วงปลายยุค 80 ถึงต้น 2000
Thailand คือฐานการผลิตหลักของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อุตสาหกรรมยานยนต์เติบโต
อิเล็กทรอนิกส์ขยายตัว
นิคมอุตสาหกรรมเกิดขึ้นทั่วภาคตะวันออก

ท่าเรืออย่าง Laem Chabang Port กลายเป็นหัวใจการส่งออก

ตอนนั้นไทยได้เปรียบจาก

  • โครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาเร็ว

  • แรงงานฝีมือ

  • ทำเลที่เชื่อม CLMV

  • นโยบายเปิดรับการลงทุน

ในสายตานักลงทุน
ไทยคือ “Hub”



แล้วเวียดนามทำอะไรถูกจังหวะ

หลังปี 2010 เป็นต้นมา
เวียดนามเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

จุดเปลี่ยนสำคัญคือการเข้าร่วมข้อตกลงการค้าเสรีหลายฉบับ
รวมถึงการดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก

บริษัทอย่าง Samsung Electronics ตั้งฐานการผลิตขนาดใหญ่ในเวียดนาม
ทำให้ประเทศกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตสมาร์ตโฟนระดับโลก

จากจุดนั้น Supply Chain ทั้งระบบเริ่มตามมา

  • ผู้ผลิตชิ้นส่วน

  • ผู้ให้บริการโลจิสติกส์

  • โครงสร้างพื้นฐานสนับสนุน

เมื่อโรงงานหลักมา
ห่วงโซ่อุปทานก็ถูกสร้างรอบมัน



เปรียบเทียบเชิงโครงสร้าง

ความเร็วในการตัดสินใจเชิงนโยบาย

เวียดนามมีภาพลักษณ์ว่า
ตัดสินใจเร็ว
อนุมัติโครงการเร็ว
ปรับตัวเร็ว

ในขณะที่ไทยมีขั้นตอนมากกว่า
และการอนุมัติโครงการขนาดใหญ่มักใช้เวลานาน

ในเกม Supply Chain
“เวลา” คือความได้เปรียบ


โครงสร้างแรงงาน

เวียดนามมีแรงงานอายุน้อยจำนวนมาก
ค่าแรงเฉลี่ยยังแข่งขันได้

ไทยมีแรงงานมีทักษะสูงกว่าในหลายอุตสาหกรรม
แต่กำลังเผชิญปัญหาสังคมผู้สูงวัย

ผลคือ
เวียดนามเหมาะกับอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น
ไทยยังได้เปรียบในอุตสาหกรรมที่ซับซ้อนกว่า เช่น ยานยนต์


โครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์

ไทยยังมีข้อได้เปรียบด้านถนนและเครือข่ายขนส่งเชื่อมประเทศเพื่อนบ้าน
รวมถึงประสบการณ์ด้านโลจิสติกส์ยาวนานกว่า

แต่เวียดนามกำลังเร่งลงทุนท่าเรือและโครงสร้างพื้นฐานใหม่อย่างต่อเนื่อง
เพื่อรองรับการเติบโตของการส่งออก

คำถามจึงไม่ใช่ว่าใครดีกว่า
แต่คือใครกำลัง “เร่งสปีด” มากกว่า


แล้วคำว่า “แซง” หมายถึงอะไร

ถ้าวัดจากอัตราการเติบโต
เวียดนามโตเร็วกว่า

ถ้าวัดจากมูลค่ารวมและความหลากหลายของอุตสาหกรรม
ไทยยังมีฐานที่แข็งแรงกว่าในหลายด้าน

แต่ประวัติศาสตร์สอนเราอย่างหนึ่ง

ประเทศที่เคยเป็นดาวรุ่ง
ถ้าไม่เร่งปรับตัว
จะถูกประเทศที่โตเร็วกว่าไล่ทัน

เหมือนที่ไทยเคยไล่ทันประเทศพัฒนาแล้วในบางอุตสาหกรรม
วันนี้เวียดนามกำลังทำแบบเดียวกันกับไทย



มุมมองของผู้ประกอบการไทยควรเป็นอย่างไร

การตั้งคำถามว่า “ใครแซงใคร” อาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด

ประเด็นสำคัญคือ
Supply Chain กำลังเปลี่ยนจากแบบประเทศเดียว
เป็นแบบกระจายหลายประเทศ

ธุรกิจที่ทำงานข้ามพรมแดนได้
มีเครือข่ายทั้งไทย เวียดนาม และประเทศอื่นในอาเซียน
จะได้เปรียบมากกว่า

องค์กรอย่าง CTM Manage Intertrade
ที่ดำเนินงานครอบคลุมหลายประเทศในภูมิภาค
มองเห็นชัดว่า
หลายบริษัทไม่ได้ “ย้ายออกจากไทย”
แต่กำลังกระจายความเสี่ยง

ผลิตบางส่วนในไทย
บางส่วนในเวียดนาม
กระจายตลาดใน CLMV

นี่ไม่ใช่เกมแพ้–ชนะ
แต่เป็นเกมการกระจายความเสี่ยง


สรุปแบบไม่อ้อมค้อม

เวียดนามกำลังโตเร็วมากในด้าน Supply Chain — นี่คือข้อเท็จจริง

แต่คำว่า “แซงไทยแล้ว” ยังขึ้นอยู่กับตัวชี้วัดที่คุณใช้วัด

สิ่งที่ชัดเจนกว่าคือ
การแข่งขันในภูมิภาคเข้มข้นขึ้นทุกปี

ถ้าไทยไม่เร่งปรับตัว
ไม่ลดขั้นตอน
ไม่เร่งโครงสร้างพื้นฐาน
ไม่ยกระดับระบบดิจิทัล

วันหนึ่งคำว่า “แซง” อาจไม่ใช่คำถาม
แต่เป็นข้อสรุป

และสำหรับผู้ประกอบการ
คำถามสำคัญกว่าคือ

ธุรกิจคุณยังผูกกับประเทศเดียว
หรือกำลังออกแบบ Supply Chain แบบภูมิภาคแล้ว? 🌏🚢

 
แท็ก: ขนส่งจีน, นำเข้าสินค้า, CTM News
แชร์บทความนี้:
กำลังโหลดเพลง...