ทำไมนำเข้าสินค้าราคาถูก แต่ขายไม่มีกำไร
ทำไมนำเข้าสินค้าราคาถูก แต่ขายไม่มีกำไร
กับดักที่เจ้าของธุรกิจจำนวนมากติดโดยไม่รู้ตัว
หลายคนเริ่มต้นธุรกิจนำเข้า ด้วยความเชื่อที่ฟังดูสมเหตุสมผลมากว่า
“ถ้าซื้อของได้ถูก กำไรก็น่าจะเยอะ”
ยิ่งไปกว่านั้น พอเห็นราคาสินค้าจากจีน หรือบางประเทศในอาเซียน ที่ถูกกว่าตลาดไทยหลายเท่า ก็ยิ่งมั่นใจว่า
“รอบนี้ยังไงก็รวย”
แต่พอขายจริง กลับพบความจริงที่เจ็บกว่าเดิมคือ
ขายได้… แต่กำไรแทบไม่เหลือ
บางรายถึงขั้น ขายดี แต่เงินไม่เพิ่ม
คำถามคือ
มันพลาดตรงไหน ทั้งที่ต้นทุนสินค้าก็ถูกแล้ว?
ราคาสินค้าถูก ≠ ต้นทุนจริงถูก
ความเข้าใจผิดอันดับหนึ่งของคนทำธุรกิจนำเข้า คือ
การมอง “ราคาสินค้า” เป็น “ต้นทุนทั้งหมด”
ในความเป็นจริง ต้นทุนของการนำเข้าไม่ได้จบแค่ราคาหน้าโรงงาน
แต่มันคือ ต้นทุนรวมทั้งหมดก่อนสินค้าจะถึงมือลูกค้า
และต้นทุนแฝงเหล่านี้แหละ ที่ค่อยๆ กินกำไรคุณไปแบบไม่รู้ตัว

1. ค่าขนส่งที่คิดว่าถูก แต่จริงๆ แพงกว่าที่คาด
หลายคนเลือกสินค้าราคาถูกมาก แต่เป็นสินค้าที่
-
น้ำหนักเยอะ
-
กินพื้นที่
-
แพ็กไม่แน่น
-
หรือไม่เหมาะกับการขนส่งแบบแชร์ตู้
ผลคือ
ค่าขนส่งต่อต่อหน่วยสูงกว่าที่คิด
พอเฉลี่ยต้นทุนออกมา สินค้าถูกก็จริง แต่ ต้นทุนรวมกลับไม่ถูกเลย
บางกรณี
-
ค่าขนส่งแพงกว่าราคาสินค้า
-
หรือพอเร่งของ ค่าขนส่งกระโดดทันที

2. ไม่ได้คำนวณต้นทุนทั้งหมดก่อนตั้งราคาขาย
ปัญหานี้เจอบ่อยมาก โดยเฉพาะ SME
หลายธุรกิจตั้งราคาขายจากสูตรง่ายๆ คือ
ราคาสินค้า + กำไรที่อยากได้
แต่ลืมคิดต้นทุนสำคัญ เช่น
-
ค่าภาษีอากร
-
ค่าพิธีการศุลกากร
-
ค่าขนส่งภายในประเทศ
-
ค่าแพ็กสินค้าใหม่
-
ค่าเสียหาย / ของเคลม
-
ค่าเก็บสต๊อก
-
ค่าโฆษณา
-
ค่าแพลตฟอร์ม
สุดท้ายขายได้จริง แต่พอหักทุกอย่างออก
กำไรหายไปเกือบหมด

3. สินค้าราคาถูก แต่แข่งขันด้วย “ราคา” อย่างเดียว
นี่คือกับดักที่อันตรายที่สุด
เมื่อคุณเลือกสินค้าด้วยเหตุผลว่า “มันถูก”
โอกาสสูงมากที่
-
คนอื่นก็หาได้
-
คู่แข่งก็ขาย
-
ตลาดเต็มไปด้วยสินค้าคล้ายกัน
ผลคือการแข่งขันตัดราคา
จากกำไรนิดหน่อย → เหลือบาง → เหลือศูนย์
สุดท้ายกลายเป็น
ขายเพื่อหมุนเงิน ไม่ใช่ขายเพื่อทำกำไร

4. สินค้าคุณภาพต่ำ ทำให้ต้นทุนจริงสูงขึ้น
สินค้าราคาถูกจำนวนไม่น้อย มาพร้อมกับปัญหา เช่น
-
ของเสีย
-
ของไม่ตรงสเปก
-
ลูกค้าคืนสินค้า
-
รีวิวแย่
-
แบรนด์เสียความน่าเชื่อถือ
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ปัญหาคุณภาพ
แต่คือ ต้นทุนแฝงระยะยาว ที่หนักมาก
บางครั้งต้นทุนจากการแก้ปัญหา
แพงกว่าการเลือกสินค้าที่แพงขึ้นตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ

5. เลือกตลาดผิด สินค้าถูกแต่ “ไม่ตรงกลุ่มลูกค้า”
อีกจุดที่หลายคนมองข้ามคือ
ลูกค้าคุณไม่ได้ซื้อเพราะถูกเสมอไป
ถ้ากลุ่มเป้าหมายคุณต้องการ
-
ความมั่นใจ
-
คุณภาพ
-
บริการ
-
ความต่อเนื่องของสินค้า
แต่คุณไปเลือกสินค้าที่ถูกที่สุด
สุดท้ายลูกค้าไม่ซื้อ หรือซื้อครั้งเดียวแล้วหาย

6. บริหารสต๊อกพลาด ของถูกแต่เงินจม
สินค้าราคาถูกมักถูกสั่งมาเยอะ
เพราะคิดว่า “ยิ่งเยอะยิ่งคุ้ม”
แต่ถ้า
-
ขายไม่ทัน
-
สต๊อกค้าง
-
เทรนด์เปลี่ยน
-
เงินจมในคลัง
ต้นทุนทางการเงินจะเริ่มกัดกินกำไรทันที
แม้สินค้านั้นจะ “ราคาถูกมาก” ก็ตาม
แล้วควรทำยังไง ถึงจะ “ขายมีกำไรจริง”
สรุปเป็นหลักคิดแบบใช้งานได้จริง 👇
✔ มองต้นทุนรวม ไม่ใช่แค่ราคาสินค้า
✔ เลือกสินค้าที่เหมาะกับการขนส่ง ไม่ใช่แค่ถูก
✔ ตั้งราคาจากโครงสร้างต้นทุนจริง
✔ เลิกแข่งด้วยราคาอย่างเดียว
✔ เลือกสินค้าที่เพิ่มมูลค่าได้
✔ บริหารสต๊อกและเงินสดให้สมดุล

CTM Manage Intertrade ช่วยแก้ปัญหานี้ได้ยังไง
CTM Manage Intertrade ไม่ได้ช่วยแค่นำเข้าสินค้า
แต่ช่วยคิด “ภาพรวมธุรกิจ” ตั้งแต่ต้นทางถึงหน้าร้าน เช่น
-
วิเคราะห์ว่าสินค้าแบบไหน ขนส่งแล้วคุ้มจริง
-
แนะนำเส้นทางขนส่งที่เหมาะกับต้นทุน
-
ช่วยคำนวณต้นทุนรวมก่อนตัดสินใจนำเข้า
-
เสนอทางเลือกนอกเหนือจากจีน
-
ช่วยวางแผนให้ธุรกิจไม่ติดกับดักราคาถูก
เพราะการนำเข้าที่ดี
ไม่ใช่การซื้อของถูกที่สุด
แต่คือการนำเข้าที่ ขายแล้วเหลือกำไรจริง
สรุป: ของถูกไม่ผิด แต่ต้องถูก “ในระบบที่ใช่”
การนำเข้าสินค้าราคาถูกไม่ใช่เรื่องผิด
แต่ถ้าคุณมองแค่ราคาสินค้า โดยไม่มองต้นทุนทั้งหมด
กำไรจะหายไปโดยที่คุณไม่รู้ตัว
ธุรกิจที่อยู่รอด ไม่ใช่ธุรกิจที่ซื้อของถูกที่สุด
แต่คือธุรกิจที่ คุมต้นทุนได้ทั้งระบบ และขายได้ในราคาที่เหมาะสม