พลาดตรงไหนบ่อยที่สุด สำหรับคนเริ่มนำเข้าสินค้า
พลาดตรงไหนบ่อยที่สุด สำหรับคนเริ่มนำเข้าสินค้า
กับดักที่มือใหม่เกือบทุกคนต้องเจอ (และหลายคนเจ็บหนัก)
การเริ่มต้นนำเข้าสินค้า ฟังดูเหมือนเป็นโอกาสทองของคนทำธุรกิจ
เห็นราคาสินค้าถูก เห็นกำไรต่อชิ้นสูง เห็นตัวอย่างคนอื่นทำแล้วรวย
ทุกอย่างดูเหมือนจะง่ายไปหมด
แต่ในความเป็นจริง คนที่ “เริ่มนำเข้า” จำนวนมาก
ไม่ได้พลาดเพราะไม่เก่ง
ไม่ได้พลาดเพราะไม่ขยัน
แต่พลาดเพราะ เข้าใจบางเรื่องผิดตั้งแต่ต้น
บทความนี้ไม่ได้เขียนเพื่อบอกว่าการนำเข้าเป็นเรื่องยาก
แต่เขียนเพื่อให้คุณรู้ว่า
มือใหม่ส่วนใหญ่มักพลาดตรงไหน
และถ้าคุณรู้ทันก่อน โอกาสเจ็บตัวจะลดลงไปเยอะมาก

พลาดอันดับ 1: มองแค่ราคาสินค้า ไม่มองต้นทุนทั้งระบบ
นี่คือจุดเริ่มต้นของปัญหาส่วนใหญ่
มือใหม่จำนวนมากเลือกสินค้าจากคำว่า
“ราคาถูกมาก”
“ต้นทุนดี”
“กำไรน่าจะเยอะ”
แต่ลืมไปว่า
ราคาสินค้า ≠ ต้นทุนจริง
ต้นทุนที่มักถูกมองข้าม เช่น
-
ค่าขนส่งระหว่างประเทศ
-
ภาษีและอากร
-
ค่าพิธีการศุลกากร
-
ค่าขนส่งในประเทศ
-
ค่าแพ็กใหม่ / แยกสินค้า
-
ค่าเสียหาย / ของเคลม
-
ค่าโฆษณาและการตลาด
สุดท้ายขายได้จริง
แต่กำไรแทบไม่เหลือ หรือบางรายขาดทุนโดยไม่รู้ตัว

พลาดอันดับ 2: เลือกสินค้าจาก “ความรู้สึก” มากกว่าข้อมูล
มือใหม่หลายคนเลือกสินค้าเพราะ
-
รู้สึกว่ามันน่าขาย
-
คิดว่าตลาดต้องการ
-
เห็นคนอื่นขายแล้วดูดี
-
ตัวเองชอบ
แต่ไม่ได้เช็กว่า
-
ตลาดอิ่มหรือยัง
-
คู่แข่งกี่เจ้า
-
ราคาขายจริงในตลาดอยู่ตรงไหน
-
ลูกค้ายอมจ่ายเพราะอะไร
ผลคือ
นำเข้าได้จริง แต่ขายยาก
หรือขายได้แต่ต้องลดราคาจนกำไรหาย

พลาดอันดับ 3: สั่งของล็อตใหญ่เกินไปตั้งแต่รอบแรก
เพราะอยากได้ราคาถูก
เพราะอยากคุ้มค่าขนส่ง
เพราะกลัวของขาด
มือใหม่หลายคนจึงสั่งของ “เยอะเกินจำเป็น”
ตั้งแต่ยังไม่รู้ว่าขายได้จริงหรือไม่
สิ่งที่ตามมาคือ
-
สต๊อกค้าง
-
เงินจม
-
ขายไม่ทัน
-
เทรนด์เปลี่ยน
ของไม่เสียก็จริง
แต่เงินที่จมอยู่ในสต๊อก ทำให้ธุรกิจเดินต่อยากมาก

พลาดอันดับ 4: ไม่เข้าใจเรื่องการขนส่งตั้งแต่ต้น
หลายคนคิดว่า
“ขนส่งก็คือขนของ”
แต่จริงๆ แล้ว การเลือกวิธีขนส่งมีผลต่อทั้ง
-
ต้นทุน
-
ระยะเวลา
-
ความเสี่ยง
เช่น
-
สินค้าเร่งขาย แต่เลือกทางเรือ
-
สินค้ามูลค่าสูง แต่ต้องถ่ายหลายต่อ
-
แชร์ตู้เพราะถูก แต่ต้องรอรอบนาน
พอของมาช้า แผนขายพัง
ต้นทุนเพิ่มโดยไม่ตั้งใจ

พลาดอันดับ 5: มองข้ามเรื่องเอกสารและกฎหมาย
มือใหม่จำนวนมากคิดว่า
“เรื่องเอกสาร เดี๋ยว shipping จัดการให้”
แต่ความจริงคือ
ถ้าเอกสารไม่พร้อมตั้งแต่ต้น
ปัญหาจะมาโผล่ตอนของถึงด่าน
เช่น
-
พิกัดศุลกากรผิด
-
สินค้าเข้าข่ายควบคุม
-
เอกสารไม่ครบ
-
มูลค่าไม่สอดคล้อง
ผลคือ
ของค้างด่าน เสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม
และเครียดโดยไม่จำเป็น

พลาดอันดับ 6: พึ่งแหล่งนำเข้าเดียว โดยไม่มีแผนสำรอง
มือใหม่จำนวนมากเริ่มจากจีนเป็นหลัก
ซึ่งไม่ผิด แต่ปัญหาคือ พึ่งทางเดียว
เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่น
-
ตรุษจีน
-
โรงงานหยุด
-
ขนส่งติดขัด
-
ราคาค่าระวางผันผวน
ธุรกิจจะสะดุดทันที เพราะไม่มีทางเลือก

พลาดอันดับ 7: คิดว่า “ทำเองทั้งหมด” จะประหยัดที่สุด
หลายคนอยากประหยัด
เลยเลือกทำเองทุกขั้นตอน
ตั้งแต่ติดต่อโรงงาน ขนส่ง เอกสาร ไปจนถึงศุลกากร
ผลคือ
-
เสียเวลาเรียนรู้
-
เสียโอกาสขาย
-
เสียเงินจากความผิดพลาดเล็กๆ ที่ไม่รู้ตัว
บางครั้งเงินที่เสีย
มากกว่าค่าบริการผู้เชี่ยวชาญหลายเท่า
แล้วมือใหม่ควรเริ่มยังไง ถึงจะพลาดน้อยที่สุด?
สรุปแบบภาษาคน 👇
✔ มองต้นทุนรวม ไม่ใช่แค่ราคาสินค้า
✔ ทดลองตลาดก่อน อย่ารีบสั่งล็อตใหญ่
✔ เลือกวิธีขนส่งให้เหมาะกับสินค้า
✔ วางแผนเอกสารตั้งแต่ก่อนสั่งผลิต
✔ มีแผนสำรอง ไม่พึ่งทางเดียว
✔ ใช้ผู้เชี่ยวชาญในจุดที่ไม่ถนัด

CTM Manage Intertrade ช่วยมือใหม่ได้ยังไง
CTM Manage Intertrade เข้าใจดีว่า
มือใหม่ไม่ได้ต้องการแค่ “ขนของเข้ามา”
แต่ต้องการ ความมั่นใจ ว่าจะไม่พลาดในจุดสำคัญ
เราช่วยดูตั้งแต่
-
การประเมินสินค้าว่าคุ้มจริงไหม
-
การวางแผนต้นทุนและเส้นทางขนส่ง
-
การจัดการเอกสารและพิธีการ
-
การเสนอทางเลือกนำเข้า–ส่งออกหลายประเทศ
-
การช่วยให้ธุรกิจเริ่มต้นได้อย่างปลอดภัยขึ้น
ไม่ว่าจะเป็น
จีน ไทย มาเลเซีย พม่า ลาว เวียดนาม หรือกัมพูชา
CTM พร้อมช่วยให้การเริ่มต้นของคุณ “พลาดน้อยลง”
สรุป: มือใหม่ไม่ผิด แต่ต้องรู้ทันจุดพลาด
ทุกธุรกิจต้องมีครั้งแรก
และทุกคนที่ประสบความสำเร็จ เคยเป็นมือใหม่มาก่อน
สิ่งที่สำคัญไม่ใช่การไม่พลาดเลย
แต่คือการ พลาดให้น้อย และพลาดในจุดที่แก้ได้
ถ้าคุณกำลังคิดจะเริ่มนำเข้าสินค้า
การรู้ว่าคนอื่นพลาดตรงไหน
อาจช่วยคุณประหยัดทั้งเงิน เวลา และโอกาสได้มากกว่าที่คิด