ทำไมค่าขนส่งรอบนี้แพงกว่ารอบก่อน ทั้งที่ของเท่าเดิม
ทำไมค่าขนส่งรอบนี้แพงกว่ารอบก่อน ทั้งที่ของเท่าเดิม
เรื่องจริงที่คนทำธุรกิจนำเข้าควรรู้ ก่อนโทษขนส่ง
คำถามยอดฮิตของคนทำธุรกิจนำเข้า โดยเฉพาะสายจีนและประเทศเพื่อนบ้านคือ
“ของก็เจ้าเดิม จำนวนเท่าเดิม น้ำหนักเท่าเดิม แต่ทำไมรอบนี้ค่าขนส่งแพงขึ้น?”
หลายคนเริ่มสงสัยว่า
-
บริษัทขนส่งโก่งราคาหรือเปล่า
-
โดนฟันหรือโดนเอาเปรียบไหม
-
หรือจริงๆ แล้วมีต้นทุนบางอย่างที่เราไม่เคยรู้
บทความนี้จะพาไล่ให้เห็นแบบชัดๆ ว่า ค่าขนส่งแพงขึ้นได้จากอะไรบ้าง ทั้งที่ของเหมือนเดิมเป๊ะ
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อน: “ของเท่าเดิม” ≠ “ต้นทุนเท่าเดิม”
ในโลกของโลจิสติกส์
น้ำหนักกับจำนวนสินค้า เป็นแค่ส่วนหนึ่งของต้นทุนเท่านั้น
ยังมีอีกหลายปัจจัยที่เปลี่ยนได้ตลอด แม้สินค้าจะเหมือนเดิมทุกอย่าง

สาเหตุหลักที่ทำให้ค่าขนส่งแพงขึ้น โดยที่หลายคนไม่รู้
1. ค่าระวาง (Freight Rate) ขึ้นตามฤดูกาล
ค่าขนส่งไม่ได้เป็นราคาคงที่ทั้งปี
ช่วงที่มักแพงขึ้น เช่น
-
ก่อนตรุษจีน
-
หลังตรุษจีน
-
ก่อนสงกรานต์
-
ช่วงปลายปี
-
ช่วงที่ของล้นตู้หรือรถขาด
แม้คุณจะส่งของแบบเดิม
แต่ถ้าเป็นช่วงที่ความต้องการสูง
ราคาก็ขึ้นทันที แบบไม่มีใครบอกล่วงหน้า
2. เส้นทางเดิม แต่ “ความเสี่ยง” ไม่เหมือนเดิม
บางช่วงด่านตรวจเข้มขึ้น
บางช่วงมีการสุ่มตรวจมากขึ้น
บางเส้นทางมีปัญหาหน้างาน
ผลคือ
-
รถต้องอ้อม
-
ใช้เวลานาน
-
ต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่ม
และต้นทุนตรงนี้ จะถูกบวกเข้ามาในค่าขนส่งทันที
3. ค่าดำเนินการแฝงที่ไม่ได้อยู่ในใบเสนอราคาเดิม
หลายคนดูแค่ “ค่าขนส่งหลัก”
แต่ลืมดูค่าอื่น เช่น
-
ค่าผ่านแดน
-
ค่าดูแลเอกสาร
-
ค่าควบคุมหน้างาน
-
ค่าแก้เอกสารฉุกเฉิน
-
ค่าเสี่ยงด่าน
รอบก่อนอาจไม่เจอ
รอบนี้เจอ → ราคากระโดดทันที
4. น้ำหนักเท่าเดิม แต่ “การคิดน้ำหนัก” ไม่เหมือนเดิม
บางรอบคิดตามน้ำหนักจริง
บางรอบคิดตามปริมาตร (CBM)
ถ้าบรรจุภัณฑ์เปลี่ยน
กล่องใหญ่ขึ้น
จัดเรียงไม่ดี
→ น้ำหนักพิกัดสูงขึ้น
→ ราคาขนส่งเพิ่มทันที
5. รถหรือคอนเทนเนอร์ขาดตลาด
ช่วงที่รถขาด
หรือคอนเทนเนอร์ไม่พอ
ราคาจะขยับขึ้นแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้
ต่อให้คุณเป็นลูกค้าเก่า
ถ้าไม่มีการจองล่วงหน้า หรือไม่มีโควตา
ก็โดนราคาเดียวกับตลาด

แล้วทำไมบางบริษัทคุมราคาได้ แต่บางเจ้าคุมไม่ได้?
คำตอบคือ
ความเข้าใจระบบ + เครือข่าย + ประสบการณ์หน้างาน
บริษัทที่แค่ “รับขนของ”
มักแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ราคาขึ้นก็บวกให้ลูกค้าเลย
แต่บริษัทที่บริหารโลจิสติกส์เป็นระบบ
จะรู้ว่า
-
ช่วงไหนควรเร่ง
-
ช่วงไหนควรชะลอ
-
เส้นไหนควรเลี่ยง
-
ประเทศไหนใช้เป็นทางผ่านได้
ตรงนี้แหละที่ CTM Manage Intertrade เข้ามามีบทบาท
CTM Manage Intertrade ไม่ได้มองแค่ “รอบนี้ส่งยังไง”
แต่มองเป็น ภาพรวมธุรกิจของลูกค้า
สิ่งที่ CTM ช่วยได้จริง เช่น
-
วางแผนการนำเข้าล่วงหน้า
-
เลือกเส้นทางที่ต้นทุนเหมาะกับช่วงเวลา
-
กระจายความเสี่ยง ไม่พึ่งเส้นทางเดียว
-
มีทางเลือกนำเข้า–ส่งออกใน
ไทย, มาเลเซีย, พม่า, ลาว, เวียดนาม, กัมพูชา และจีน
ผลคือ
ต้นทุนไม่เหวี่ยง
ไม่โดนช็อคราคาหน้างาน
คุมกำไรได้ง่ายกว่าเดิม

สรุปแบบคนทำธุรกิจต้องเข้าใจ
ถ้าค่าขนส่งรอบนี้แพงกว่ารอบก่อน
ไม่ได้แปลว่าคุณโดนโก่งเสมอไป
แต่แปลว่า “ปัจจัยรอบข้างเปลี่ยน”
คนที่อยู่รอดในเกมนำเข้า
ไม่ใช่คนที่ได้ราคาถูกที่สุด
แต่คือคนที่ คุมต้นทุนได้แม่นที่สุด
และถ้าคุณอยากทำธุรกิจนำเข้าแบบ
-
รู้ต้นทุนล่วงหน้า
-
มีแผนสำรอง
-
ไม่ลุ้นหน้างานทุกล็อต
การมีพาร์ทเนอร์ที่เข้าใจโลจิสติกส์จริงอย่าง
CTM Manage Intertrade
จะช่วยให้คุณโฟกัสการขายได้เต็มที่
โดยไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับค่าขนส่งที่แกว่งทุกเดือน