ทำไมค่าขนส่งรอบนี้แพงกว่ารอบก่อน ทั้งที่ของเท่าเดิม
News 10 February 2026 Tar

ทำไมค่าขนส่งรอบนี้แพงกว่ารอบก่อน ทั้งที่ของเท่าเดิม

ทำไมค่าขนส่งรอบนี้แพงกว่ารอบก่อน ทั้งที่ของเท่าเดิม

เรื่องจริงที่คนทำธุรกิจนำเข้าควรรู้ ก่อนโทษขนส่ง

คำถามยอดฮิตของคนทำธุรกิจนำเข้า โดยเฉพาะสายจีนและประเทศเพื่อนบ้านคือ

“ของก็เจ้าเดิม จำนวนเท่าเดิม น้ำหนักเท่าเดิม แต่ทำไมรอบนี้ค่าขนส่งแพงขึ้น?”

หลายคนเริ่มสงสัยว่า

  • บริษัทขนส่งโก่งราคาหรือเปล่า

  • โดนฟันหรือโดนเอาเปรียบไหม

  • หรือจริงๆ แล้วมีต้นทุนบางอย่างที่เราไม่เคยรู้

บทความนี้จะพาไล่ให้เห็นแบบชัดๆ ว่า ค่าขนส่งแพงขึ้นได้จากอะไรบ้าง ทั้งที่ของเหมือนเดิมเป๊ะ


ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อน: “ของเท่าเดิม” ≠ “ต้นทุนเท่าเดิม”

ในโลกของโลจิสติกส์
น้ำหนักกับจำนวนสินค้า เป็นแค่ส่วนหนึ่งของต้นทุนเท่านั้น
ยังมีอีกหลายปัจจัยที่เปลี่ยนได้ตลอด แม้สินค้าจะเหมือนเดิมทุกอย่าง



สาเหตุหลักที่ทำให้ค่าขนส่งแพงขึ้น โดยที่หลายคนไม่รู้

1. ค่าระวาง (Freight Rate) ขึ้นตามฤดูกาล

ค่าขนส่งไม่ได้เป็นราคาคงที่ทั้งปี

ช่วงที่มักแพงขึ้น เช่น

  • ก่อนตรุษจีน

  • หลังตรุษจีน

  • ก่อนสงกรานต์

  • ช่วงปลายปี

  • ช่วงที่ของล้นตู้หรือรถขาด

แม้คุณจะส่งของแบบเดิม
แต่ถ้าเป็นช่วงที่ความต้องการสูง
ราคาก็ขึ้นทันที แบบไม่มีใครบอกล่วงหน้า


2. เส้นทางเดิม แต่ “ความเสี่ยง” ไม่เหมือนเดิม

บางช่วงด่านตรวจเข้มขึ้น
บางช่วงมีการสุ่มตรวจมากขึ้น
บางเส้นทางมีปัญหาหน้างาน

ผลคือ

  • รถต้องอ้อม

  • ใช้เวลานาน

  • ต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่ม

และต้นทุนตรงนี้ จะถูกบวกเข้ามาในค่าขนส่งทันที


3. ค่าดำเนินการแฝงที่ไม่ได้อยู่ในใบเสนอราคาเดิม

หลายคนดูแค่ “ค่าขนส่งหลัก”
แต่ลืมดูค่าอื่น เช่น

  • ค่าผ่านแดน

  • ค่าดูแลเอกสาร

  • ค่าควบคุมหน้างาน

  • ค่าแก้เอกสารฉุกเฉิน

  • ค่าเสี่ยงด่าน

รอบก่อนอาจไม่เจอ
รอบนี้เจอ → ราคากระโดดทันที


4. น้ำหนักเท่าเดิม แต่ “การคิดน้ำหนัก” ไม่เหมือนเดิม

บางรอบคิดตามน้ำหนักจริง
บางรอบคิดตามปริมาตร (CBM)

ถ้าบรรจุภัณฑ์เปลี่ยน
กล่องใหญ่ขึ้น
จัดเรียงไม่ดี
→ น้ำหนักพิกัดสูงขึ้น
→ ราคาขนส่งเพิ่มทันที


5. รถหรือคอนเทนเนอร์ขาดตลาด

ช่วงที่รถขาด
หรือคอนเทนเนอร์ไม่พอ
ราคาจะขยับขึ้นแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้

ต่อให้คุณเป็นลูกค้าเก่า
ถ้าไม่มีการจองล่วงหน้า หรือไม่มีโควตา
ก็โดนราคาเดียวกับตลาด



แล้วทำไมบางบริษัทคุมราคาได้ แต่บางเจ้าคุมไม่ได้?

คำตอบคือ
ความเข้าใจระบบ + เครือข่าย + ประสบการณ์หน้างาน

บริษัทที่แค่ “รับขนของ”
มักแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ราคาขึ้นก็บวกให้ลูกค้าเลย

แต่บริษัทที่บริหารโลจิสติกส์เป็นระบบ
จะรู้ว่า

  • ช่วงไหนควรเร่ง

  • ช่วงไหนควรชะลอ

  • เส้นไหนควรเลี่ยง

  • ประเทศไหนใช้เป็นทางผ่านได้


ตรงนี้แหละที่ CTM Manage Intertrade เข้ามามีบทบาท

CTM Manage Intertrade ไม่ได้มองแค่ “รอบนี้ส่งยังไง”
แต่มองเป็น ภาพรวมธุรกิจของลูกค้า

สิ่งที่ CTM ช่วยได้จริง เช่น

  • วางแผนการนำเข้าล่วงหน้า

  • เลือกเส้นทางที่ต้นทุนเหมาะกับช่วงเวลา

  • กระจายความเสี่ยง ไม่พึ่งเส้นทางเดียว

  • มีทางเลือกนำเข้า–ส่งออกใน
    ไทย, มาเลเซีย, พม่า, ลาว, เวียดนาม, กัมพูชา และจีน

ผลคือ

ต้นทุนไม่เหวี่ยง
ไม่โดนช็อคราคาหน้างาน
คุมกำไรได้ง่ายกว่าเดิม



สรุปแบบคนทำธุรกิจต้องเข้าใจ

ถ้าค่าขนส่งรอบนี้แพงกว่ารอบก่อน
ไม่ได้แปลว่าคุณโดนโก่งเสมอไป
แต่แปลว่า “ปัจจัยรอบข้างเปลี่ยน”

คนที่อยู่รอดในเกมนำเข้า
ไม่ใช่คนที่ได้ราคาถูกที่สุด
แต่คือคนที่ คุมต้นทุนได้แม่นที่สุด

และถ้าคุณอยากทำธุรกิจนำเข้าแบบ

  • รู้ต้นทุนล่วงหน้า

  • มีแผนสำรอง

  • ไม่ลุ้นหน้างานทุกล็อต

การมีพาร์ทเนอร์ที่เข้าใจโลจิสติกส์จริงอย่าง
CTM Manage Intertrade
จะช่วยให้คุณโฟกัสการขายได้เต็มที่
โดยไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับค่าขนส่งที่แกว่งทุกเดือน

แท็ก: ขนส่งจีน, นำเข้าสินค้า, CTM News
แชร์บทความนี้:
กำลังโหลดเพลง...