วางราคาขายสินค้านำเข้า ยังไงไม่เจ๊ง
วางราคาขายสินค้านำเข้า ยังไงไม่เจ๊ง
การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการนำเข้าสินค้าจากจีน เป็นโอกาสทางธุรกิจที่มีศักยภาพสูง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นกับดักที่ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อย “เจ๊งตั้งแต่ยังไม่เริ่มขายจริง” สาเหตุหลักมักไม่ได้มาจากยอดขายไม่ดี แต่มาจาก การวางราคาขายผิดพลาด ตั้งแต่ต้น
บทความนี้ CTM Manage Intertrade บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านขนส่ง นำเข้า–ส่งออก จะพาคุณเจาะลึกวิธีคิดราคาขายสินค้านำเข้าอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ต้นทุนจริง ไปจนถึงการตั้งราคาที่แข่งขันได้ และยังมีกำไรเพียงพอให้ธุรกิจเติบโตในระยะยาว

ทำไมธุรกิจนำเข้าถึงเจ๊ง เพราะตั้งราคาผิด
ผู้ประกอบการมือใหม่จำนวนมากมักตั้งราคาขายจาก “ราคาคู่แข่ง” หรือ “ราคาที่คิดว่าลูกค้าน่าจะรับได้” โดยไม่ได้คำนวณต้นทุนจริงทั้งหมด ทำให้เกิดปัญหา เช่น
-
ขายดีแต่ไม่มีกำไร
-
กำไรบาง แต่เงินสดไม่พอหมุน
-
เจอค่าใช้จ่ายแฝงแล้วราคาขายรับไม่ไหว
-
ต้องลดราคาแข่งจนธุรกิจพังในที่สุด
ดังนั้น การวางราคาขายสินค้านำเข้าอย่างถูกต้อง จึงไม่ใช่แค่เรื่องการบวกกำไร แต่คือการวางโครงสร้างธุรกิจทั้งหมด

ขั้นตอนที่ 1 รู้ต้นทุน “จริง” ของสินค้านำเข้า
การคำนวณราคาขายที่ดี ต้องเริ่มจากการรู้ต้นทุนทั้งหมด ไม่ใช่แค่ราคาสินค้าหน้าโรงงาน
1.1 ต้นทุนค่าสินค้า (Product Cost)
-
ราคาสินค้าจากโรงงานหรือซัพพลายเออร์
-
ค่าบรรจุภัณฑ์
-
ค่า QC หรือค่าตรวจคุณภาพ (ถ้ามี)
1.2 ต้นทุนค่าขนส่งระหว่างประเทศ (International Shipping Cost)
-
ค่าขนส่งทางเรือ / ทางรถ / ทางอากาศ
-
ค่า LCL / FCL
-
ค่าประกันสินค้า
CTM Manage Intertrade ช่วยประเมินรูปแบบการขนส่งที่เหมาะสม เพื่อควบคุมต้นทุนและระยะเวลาได้ดีที่สุด
1.3 ต้นทุนพิธีการศุลกากรและภาษี (Customs & Tax)
-
อากรนำเข้า
-
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
-
ค่าดำเนินพิธีการศุลกากร
จุดนี้เป็นกับดักสำคัญ เพราะหากคำนวณผิดเพียงเล็กน้อย อาจกระทบกำไรทั้งล็อตสินค้า
1.4 ต้นทุนในประเทศ (Local Cost)
-
ค่าขนส่งจากท่าเรือถึงโกดัง
-
ค่าเช่าโกดัง
-
ค่าแรงพนักงาน
-
ค่าแพ็กสินค้าเพื่อจำหน่าย

ขั้นตอนที่ 2 รวมต้นทุนแฝงที่หลายคนมองข้าม
ต้นทุนที่ทำให้ธุรกิจนำเข้าเจ๊ง มักเป็นต้นทุนที่ “ไม่ได้คิด” ตั้งแต่แรก เช่น
-
สินค้าเสียหาย / สินค้าค้างสต็อก
-
สินค้าขายไม่ออกตามแผน
-
ค่าเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยน
-
ค่าการตลาด ค่าโฆษณาออนไลน์
-
ค่าคืนสินค้า หรือเคลมจากลูกค้า
คำแนะนำคือ ควรบวกต้นทุนเผื่อความเสี่ยงอย่างน้อย 5–15% เพื่อให้ราคาขายไม่เปราะบางเกินไป

ขั้นตอนที่ 3 กำหนด “กำไรที่เหมาะสม” ไม่ใช่กำไรที่อยากได้
หลายคนตั้งคำถามว่า สินค้านำเข้าควรกำไรกี่เปอร์เซ็นต์ คำตอบคือ ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยเหล่านี้
-
ความเร็วในการขาย
-
ความเสี่ยงของสินค้า
-
เงินลงทุนต่อรอบ
-
การแข่งขันในตลาด
โดยทั่วไป สินค้านำเข้าควรตั้งกำไรขั้นต้น (Gross Margin) ประมาณ 20–50% ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า หากเป็นสินค้าราคาแข่งขันสูง กำไรอาจน้อยแต่เน้นปริมาณ หากเป็นสินค้ามีจุดเด่น กำไรสามารถสูงขึ้นได้

ขั้นตอนที่ 4 วิเคราะห์ราคาคู่แข่งอย่างมีสติ
การดูราคาคู่แข่งไม่ใช่การ “ตั้งราคาตาม” แต่เป็นการใช้ข้อมูลเพื่อตัดสินใจ เช่น
-
คู่แข่งใช้กลยุทธ์ราคาถูก หรือพรีเมียม
-
เขาขายพร้อมบริการอะไรบ้าง
-
ช่องทางขายเหมือนหรือต่างจากเรา
หากต้นทุนคุณสูงกว่าคู่แข่ง แปลว่าคุณต้องสร้างมูลค่าเพิ่ม ไม่ใช่ลดราคาแข่งจนขาดทุน

ขั้นตอนที่ 5 ตั้งราคาขายให้ธุรกิจอยู่รอดระยะยาว
ราคาขายที่ดี ต้องตอบโจทย์ 3 เรื่องพร้อมกัน
-
ครอบคลุมต้นทุนทั้งหมด
-
มีกำไรเหลือสำหรับการเติบโต
-
ลูกค้ายอมรับได้
ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ มักมีการแยกราคา เช่น
-
ราคาขายส่ง
-
ราคาขายปลีก
-
ราคาโปรโมชันระยะสั้น
เพื่อควบคุมกระแสเงินสดและสต็อกอย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไมต้องมีพาร์ตเนอร์ด้านนำเข้า–ส่งออกที่เชื่อถือได้
การวางราคาขายสินค้านำเข้า จะง่ายขึ้นมาก หากคุณรู้ต้นทุนตั้งแต่ต้นทาง
CTM Manage Intertrade เป็นบริษัทขนส่งและนำเข้า–ส่งออกครบวงจร ที่ช่วยคุณตั้งแต่
-
ประเมินต้นทุนการนำเข้า
-
เลือกรูปแบบขนส่งที่คุ้มค่า
-
ดูแลพิธีการศุลกากรถูกต้อง
-
ลดความเสี่ยงต้นทุนแฝง
เมื่อคุณรู้ต้นทุนจริง ธุรกิจจะสามารถตั้งราคาขายได้อย่างมั่นใจ และไม่ต้องเสี่ยง “ขายดีแต่เจ๊ง”
สรุป วางราคาขายดี = ธุรกิจไม่เจ๊ง
การวางราคาขายสินค้านำเข้า ไม่ใช่เรื่องของการบวกกำไรแบบคร่าว ๆ แต่คือการวางแผนธุรกิจอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ต้นทุน การขนส่ง ภาษี ความเสี่ยง และตลาด
หากคุณกำลังเริ่มต้น หรือกำลังเจอปัญหาขายดีแต่ไม่เหลือเงิน การทบทวนโครงสร้างราคา คือสิ่งที่ควรทำทันที
และหากคุณต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านขนส่ง นำเข้า–ส่งออก ที่ช่วยให้คุณเห็นต้นทุนจริงตั้งแต่ต้นทาง CTM Manage Intertrade พร้อมเป็นพาร์ตเนอร์ที่ช่วยให้ธุรกิจคุณเติบโตอย่างยั่งยืน