สั่งผลิตตามตัวอย่าง แต่ของจริงไม่ผ่าน QC

สั่งผลิตตามตัวอย่าง แต่ของจริงไม่ผ่าน QC เกิดจากอะไร และใครควรรับผิดชอบ?
หนึ่งในปัญหาที่ผู้นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเจอกันบ่อยมากคือ
“ตอนสั่งตัวอย่างงานดีมาก แต่พอผลิตจริง ของล็อตใหญ่กลับไม่ผ่าน QC”
สีเพี้ยน
วัสดุไม่เหมือนเดิม
งานเย็บไม่เรียบร้อย
สเปคไม่ตรง
หรือบางครั้งคุณภาพตกอย่างชัดเจน
ปัญหานี้ไม่ได้เกิดกับมือใหม่เท่านั้น
แม้แต่ธุรกิจที่มีประสบการณ์ก็ยังเคยพลาด
คำถามคือ
มันเกิดจากอะไร?
และควรป้องกันยังไงไม่ให้เสียเงิน เสียเวลา และเสียความเชื่อมั่นจากลูกค้า?
บทความนี้ CTM Manage Intertrade จะพาไล่ดูแบบตรงไปตรงมา
ทำไมตัวอย่างดี แต่ผลิตจริงไม่เหมือนเดิม?
หลายคนคิดว่าเมื่อโรงงานส่ง “ตัวอย่าง” มาแล้วผ่าน ก็แปลว่าล็อตจริงจะเหมือนกัน 100%
ในความเป็นจริง ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น
1. ตัวอย่างอาจเป็น “งานทำมือ” ไม่ใช่ไลน์ผลิตจริง
โรงงานบางแห่ง ทำตัวอย่างโดยช่างที่มีประสบการณ์สูง
ใช้เวลาเก็บรายละเอียดเต็มที่
แต่พอเข้าสู่ไลน์ผลิตจริง
เป็นแรงงานหลายคน
กระบวนการเร่ง
คุณภาพอาจไม่เท่ากัน
2. วัตถุดิบเปลี่ยนโดยไม่ได้แจ้ง
บางครั้งวัตถุดิบล็อตแรกกับล็อตผลิตจริงไม่เหมือนกัน
เช่น
-
ผ้าเกรดต่างกัน
-
พลาสติกคนละซัพพลายเออร์
-
อุปกรณ์เสริมคุณภาพลดลง
ถ้าไม่ได้ระบุในสัญญาหรือสเปคชัดเจน
โรงงานอาจมองว่า “ใกล้เคียง” ก็ถือว่าใช้ได้
3. ไม่มีเอกสารสเปคละเอียดพอ
หลายธุรกิจสั่งผลิตโดยใช้แค่
-
รูปภาพ
-
ตัวอย่างสินค้า
-
ข้อความสั้น ๆ
แต่ไม่ได้ทำเอกสารกำหนดมาตรฐาน (Specification Sheet) ชัดเจน
ผลคือ เวลาตรวจ QC
แต่ละฝ่ายตีความไม่เหมือนกัน
4. ไม่มีการตรวจสอบก่อนส่งออก
บางกรณีปัญหาไม่ได้เกิดที่โรงงานอย่างเดียว
แต่เกิดจากการที่ไม่มีการตรวจสอบคุณภาพก่อนส่งสินค้าออก
ถ้าของเดินทางมาถึงไทยแล้วค่อยเจอปัญหา
ต้นทุนความเสียหายจะสูงมาก
เพราะต้องแบกรับค่าขนส่งและภาษีไปแล้ว

ถ้าของไม่ผ่าน QC ใครต้องรับผิดชอบ?
คำตอบคือ “ขึ้นอยู่กับข้อตกลงตั้งแต่แรก”
กรณีไม่มีสัญญาชัดเจน
ถ้าสั่งกันแบบไม่ทำเอกสารกำหนดคุณภาพ
การเรียกร้องความรับผิดชอบจะทำได้ยากมาก
โรงงานอาจยืนยันว่า
“สินค้าผลิตตามแบบแล้ว”
กรณีมีสเปคชัดเจนและมีหลักฐาน
ถ้ามี
-
ตัวอย่างที่ลงนามรับรอง
-
เอกสารกำหนดคุณภาพ
-
รูปถ่ายก่อนจัดส่ง
โอกาสเจรจาเคลมจะสูงขึ้นมาก
ตรงนี้คือจุดที่หลาย SME ไทยพลาด
เพราะคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก

ผลกระทบถ้าของจริงไม่ผ่าน QC
หลายคนคิดว่าแค่ขายลดราคาเคลียร์สต๊อกก็จบ
แต่ความเสียหายจริงมีมากกว่านั้น
-
เสียต้นทุนการนำเข้า
-
เสียค่าขนส่งระหว่างประเทศ
-
เสียเวลาทำตลาด
-
เสียความเชื่อมั่นลูกค้า
-
เงินทุนจม
โดยเฉพาะถ้าเป็นสินค้าที่ต้องสร้างแบรนด์
คุณภาพที่ไม่สม่ำเสมอ อาจกระทบภาพลักษณ์ระยะยาว

CTM Manage Intertrade ช่วยลดความเสี่ยงตรงนี้ยังไง?
ในฐานะบริษัทนำเข้า–ส่งออกที่ดูแลลูกค้า SME ไทย
CTM Manage Intertrade ไม่ได้ทำแค่เรื่องขนส่ง
แต่ให้ความสำคัญกับ “การป้องกันปัญหาก่อนของออกจากต้นทาง”
แนวทางที่เราใช้ เช่น
1. แนะนำให้จัดทำเอกสารสเปคชัดเจน
ไม่ใช้แค่คำพูดหรือรูปภาพ
แต่กำหนดรายละเอียดที่วัดผลได้
2. แนะนำการตรวจสอบคุณภาพก่อนส่งออก (Pre-shipment Inspection)
การตรวจสินค้าก่อนขึ้นตู้
ช่วยลดความเสี่ยงมหาศาล
ถ้าพบปัญหา ยังแก้ไขที่ต้นทางได้
ไม่ต้องรอของมาถึงไทยแล้วค่อยแก้
3. ประเมินความเสี่ยงตามประเภทสินค้า
สินค้าบางประเภท เช่น
-
เสื้อผ้า
-
เครื่องใช้ไฟฟ้า
-
สินค้า OEM
มีความเสี่ยงด้าน QC สูง
การวางแผนตั้งแต่ต้นจึงสำคัญมาก
จะป้องกันปัญหานี้ยังไงดี?
ถ้าคุณกำลังจะสั่งผลิตจากต่างประเทศ
ควรทำอย่างน้อย 4 อย่างนี้
-
ทำเอกสารสเปคละเอียด
-
เก็บตัวอย่างที่ลงนามรับรอง
-
กำหนดเงื่อนไขคุณภาพในสัญญา
-
ตรวจสอบสินค้าก่อนส่งออก
อย่ามองว่าเป็นขั้นตอนยุ่งยาก
เพราะมันถูกกว่าการแก้ปัญหาทีหลังหลายเท่า
สรุป: QC ไม่ใช่เรื่องปลายทาง แต่ต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทาง
ปัญหาสั่งผลิตตามตัวอย่าง แต่ของจริงไม่ผ่าน QC
ไม่ได้เกิดจากโชคไม่ดี
แต่มักเกิดจากการเตรียมตัวไม่ครบ
การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการผลิต OEM
ต้องมองไกลกว่าแค่ “ราคาถูก”
CTM Manage Intertrade เชื่อว่า
ธุรกิจที่เติบโตได้ระยะยาว
คือธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพตั้งแต่ต้นทาง
เพราะเมื่อสินค้าดีตั้งแต่โรงงาน
การขนส่ง การตลาด และการขาย
ก็จะเดินหน้าได้อย่างมั่นคง
